แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hardware แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hardware แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555



Harddisk
วันนี้เรามาตรวจสุขภาพของ Harddisk กันดีกว่าครับ โดยการ Check disk คนเรายังมีป่วยไข้แล้วทำไมคอมพิวเตอร์จะมีปัญหาสุขภาพของ Harddisk บ้างไม่ได้ละครับ จริงไหม ?? งั้นเรามาเริ่มตรวจสุขภาพกันเลยดีกว่า
ขั้นตอนทำดังนี้ครับ
1. คลิกขวาที่ Drive C ของเราจากนั้นให้ทำการเลือก Properties
Check_disk_1
2 จากนั้นให้ทำการเลือก Tab ไปยัง menu Tools จากนั้นจะเห็นหัวข้อ Error-checking จากนั้นให้เรากดปุ่ม Check now
.Check_disk_2
3. ในข้อนี้จะมี Option ให้เลือก 2 ข้อคือ
1.Automatically fix file system error
เป็นการซ่อมแซม File system ในส่วนที่มีปัญหา
2.Scan for and attempt recovery of bad sectors
เป็นการสแกนdrive ของเราและทำการหาจุดเสียของ Harddisk ของเรา
เมื่อทำการเลือกแล้วว่าจะทำอะไรบ้างก็กด Ok จากนั้นระบบจะถามว่าจะให้ทำการ check disk หลังจากการ restart ครั้งหน้าใช่หรือไม่ เราก็ตอบ Yes ไปแล้วจากนั้นเราก็ทำการ Restart คอมพิวเตอร์
**หมายเหตุ
ถ้าเราเลือกทั้งข้อ1และข้อ2 ก็จะใช้เวลาในการ check disk นานหน่อยและในที่นี้จะขึ้นอยู่กับความจุของ Drive ของเราด้วย
Check_disk_3
4. หลังจากคอมพิวเตอร์ Restart เสร็จแล้ว ระบบwindow ก็จะเข้าสู่หน้า Check disk
Check_disk_4
เท่านี้ก็เป็นอันจบขั้นตอนการตรวจสุขภาพของ Harddisk ของเราแล้วครับ
Posted by netdesign On 10:01 No comments READ FULL POST

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555


สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เหล่าสาวก Windows 7 สำหรับคนที่ชอบลง Windows 7 ด้วย USB Flash Drive วันนี้ผมมี Tools ตัวหนึ่งครับ ที่ชื่อว่าWindows 7 USB DVD Download Tool เจ้าตัวนี้ทาง Microsoft ได้ออกมา ทำให้เราสามารถ ลงWindows 7 แบบUSB Flash Drive ได้เลยครับสำหรับคนที่เคยลง Windows 7 กับแผ่น DVD มาก่อน ก็อยากให้ลองวิธีการลง Windows 7 ด้วย USB Flash Drive ครับเพราะมันง่ายเหลือเกิน และเหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ Netbook ที่ไม่มี DVD-ROM ติดมากับเครื่องด้วย เลยทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนะครับ


Windows_7_USB_DVD_Download_Tool_4

อุปกรณ์ืที่ต้องเตรียมก่อนลง Windows 7 ด้วย USB Flash Drive

1. File .iso ของ Windows 7
2. Flash Drive ที่มีขนาด 4 GB ขึ้นไป(หรือมีพื้นที่ว่างประมาณ 4 GB) เพราะต้องแตกไฟล์ใน .ISO ของ Windows 7 ลง Flash Drive
3. คอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ Run Program Windows 7 USB DVD Download Tool แตกไฟล์นี้ ต้องเป็นไปตามนี้ครับ ถึงจะเปิดโปรแกรมขึ้นเพือทำการแตกไฟล์ Windows 7 ลง Flash Drive ได้ Windows XP SP2, Windows Vista, or Windows 7 (32-bit or 64-bit)
4. คอมพิวเตอร์ที่จะลง Windows 7 ด้วย USB
5. Software Windows 7 USB DVD Download Tool Download
สอนวิธีการลง Windows 7 ด้วย USB Flash Drive
1. เมื่อเราทำการ download Windows 7 USB DVD Download Tool มาเีรียบร้อยก็ให้ทำการติดตั้งครับ
2. เสียบ USB ที่เราต้องการใช้ไปกับคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการแตกไฟล์ลงบน Flash Drive
3. จากนั้นทำการ double click program Windows 7 USB DVD Download Tool
Windows_7_USB_DVD_Download_Tool_1
4. ให้ทำการกด Browser ไปยังไฟล์ .iso ของ Windows 7 > Next
Windows_7_USB_DVD_Download_Tool_2
5. เลือก USB Device
Windows_7_USB_DVD_Download_Tool_3
6. จากนั้นให้เลือก Drive ของ USB ที่เราเสียบไป พื้นที่อย่างน้อยก็ว่างพอประมาณ 4 GB นะครับ
และกด Begin CopyingWindows_7_USB_DVD_Download_Tool_4
7. รอเวลาสักครู่ครับ
8. เมื่อเสร็จแล้วเราสามารถเอา USB Flash Drive ไปลง Windows 7 ได้ครับ
วิธีการลง Windows 7ด้วย USB Flash Drive แบบละเอียด
วิธีการลง Windows 7 ด้วย USB Flash Drive เหมาะสมกับคนที่ไม่มี Drive DVD-ROM ครับ ง่ายและสะดวกด้วยครับ

Posted by netdesign On 12:01 No comments READ FULL POST
..สมัยโบราณมนุษย์รู้จักการนับด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น นับเศษไม้ ก้อนหิน ลูกปัด การใช้นิ้วมือ การขีดเป็นรอย ชาวจีนคิดประดิษฐ์เครื่องมือนับเรียกว่า “ลูกคิด” (Abacus) โดยได้แนวคิดจากการเอาลูกปัดร้อยเก็บเป็นพวงในสมัยโบราณ จึงนับได้ว่าลูกคิดเป็นเครื่องมือนับที่มนุษย์คิดขึ้นเป็นสิ่งแรกของโลกเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังคงเป็นที่นิยมใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกคิดคำนวณของเด็ก ๆ ที่ฉลาด ครูได้นำเอาลูกคิดมาใช้ช่วยในการฝึกคิดให้กับเด็กและได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง

ลูกคิด
ความพยายามที่จะผลิตเครื่องมือนับเพื่อช่วยผ่อนแรงสมองที่จะต้องคิดคำนวณจำนวนเลขต่าง ๆ มีอยู่ตลอดเวลา จากเครื่องที่ใช้มือ มาใช้เครื่องจักร ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีวิวัฒนาการตามลำดับดังนี้
......ค.ศ. 1617 : จอห์น เนเปียร์ (John Nepier) ชาวสก็อต ประดิษฐ์เครื่องคิดเลข “เนเปียร์ส โบนส์” (Nepier’s Bones)
......ค.ศ. 1632 : วิลเลี่ยม ออตเทรด (William Oughtred) ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rules) เพื่อใช้ในทางดาราศาสตร์ ถือเป็น คอมพิวเตอร์อนาลอก เครื่องแรกของโลก
  
เบลส ปาสคาล

Adding Machine ของ ปาสคาล
......ค.ศ. 1642 : เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal: 1623 - 1662) ชาวฝรั่งเศส ประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุนคือมีฟันเฟือง 8 ตัว เมื่อเฟืองตัวหนึ่งนับครบ 10 เฟืองตัวติดกันทางซ้ายจะขยับไปอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งหลักการนี้เป็นรากฐานของการพัฒนาเครื่องคำนวณ และถือว่า เครื่องบวกเลข (Adding Machine) ของปาสคาลเป็น เครื่องบวกเลขเครื่องแรกของโลก

กอตฟริต ฟอน ไลบนิซ
......ค.ศ. 1673 : กอตฟริต ฟอน ไลบนิซ (Gottfried von Leibniz : 1646 - 1716) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ ชาวเยอรมัน ออกแบบเครื่องคิดเลขแบบใช้เฟืองทดเพื่อทำการคูณด้วยวิธีการบวกซ้ำ ๆ กัน ไลบนิซเป็นผู้ค้นพบจำนวนเลขฐานสอง (Binary Number) ซึ่งประกอบด้วยเลข 0 และ 1 เป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซสร้างขึ้น เรียกว่า Leibniz Wheel สามารถ บวก ลบ คูณ หาร ได้

โจเซฟ มารี แจคการ์ด
......ค.ศ. 1804 : โจเซฟ มารี แจคการ์ด (Joseph Marie Jacquard : 1752 - 1834) ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้คิดประดิษฐ์ Jacquard’s Loom เป็นเครื่องทอผ้าที่ควบคุมการทอผ้าลายสีต่าง ๆ ด้วยบัตรเจาะรู (Punched – card) จึงเป็นแนวคิดในการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched – card machine) สำหรับเจาะบัตรที่ควบคุมการทอผ้าขึ้น และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้โปรแกรมสั่งให้เครื่องทำงานเป็นเครื่องแรก
......ค.ศ. 1822 : ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage: 1792 - 1871) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ มีแนวความคิดสร้างเครื่องหาผลต่าง เรียกว่า Difference Engine โดยได้รับความช่วยเหลือจากราชสมาคม (Royal Astronomical Society) ของรัฐบาลอังกฤษ สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1832

ชาร์ลส์ แบบเบจ
......จากนั้นในปี ค.ศ. 1833 ชาร์ลส์ แบบเบจ ได้คิดสร้างเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนควบคุม และส่วนคำนวณ โดยออกแบบให้ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำเป็นตัวหมุนเฟือง และนำบัตรเจาะรูมาใช้ในการบันทึกข้อมูล สามารถคำนวณได้โดยอัตโนมัติและเก็บผลลัพธ์ไว้ในหน่วยความจำก่อนแสดงผล ซึ่งจะเป็นบัตรเจาะรูหรือพิมพ์ออกทางกระดาษ แต่ความคิดของแบบเบจ ไม่สามารถประสบผลสำเร็จเนื่องจากเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่เอื้ออำนวย แบบเบจเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1871 ลูกชายของแบบเบจคือ Henry Prevost Babbage ดำเนินการสร้างต่อมาอีกหลายปีและสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1910
 
Difference
 
Analytical Engine
หลักการของแบบเบจ ถูกนำมาใช้ในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน แบบเบจจึงได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์
http://www.chakkham.ac.th/technology/computer/web_files/ada20copy.jpeg
Lady Ada Augusta Lovelace
......เลดี้ เอดา ออกัสตา ลัฟเลซ (Lady Ada Augusta Lovelace) นักคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานของแบบเบจ เป็นผู้ที่เข้าใจในผลงานและแนวความคิดของแบบเบจ จึงได้เขียนบทความอธิบายเทคนิคของการเขียนโปรแกรม วิธีการใช้เครื่องเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นครั้งแรก ทำให้เกิดความเข้าใจในผลงานของแบบเบจได้ดีขึ้น Ada จึงได้รับการยกย่องให้เป็น นักโปรแกรมคนแรกของโลก

......ค.ศ.1850 : ยอร์ช บูล (George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า Boolean Algebra เพื่อใช้หาข้อเท็จจริงจากเหตุผลต่าง ๆ และแต่งตำราเรื่อง “The Laws of Thoughts” ว่าด้วยเรื่องของการใช้เครื่องหมาย AND, OR, NOT ซึ่งเป็นรากฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับการพัฒนาทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สวิตช์ปิดหรือเปิด การไหลของกระแสไฟฟ้า ไหลหรือไม่ไหล ตัวเลขจำนวนบวกหรือลบ เป็นต้น โดยที่ผลลัพธ์ที่ได้จากพีชคณิตจะมีเพียง 2 สถานะคือ จริงหรือเท็จเท่านั้น ซึ่งอาจจะแทนจริงด้วย 1 และแทนเท็จด้วย 0
......ค.ศ. 1884 : ดร.เฮอร์มาน ฮอลเลอริธ (Dr.Herman Hollerith) นักสถิติชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดประดิษฐ์บัตรเจาะรูสำหรับเก็บข้อมูล โดยได้แนวคิดจากบัตรควบคุมการทอผ้าของ Jacquard และวิธีการหนีบตั๋วรถไฟของเจ้าหน้าที่รถไฟ นำมาดัดแปลงและประดิษฐ์เป็นบัตรเก็บข้อมูลขึ้น และทำการสร้างเครื่องคำนวณไฟฟ้าที่สามารถอ่านบัตรที่เจาะได้ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

......เมื่อปี ค.ศ. 1880 สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐอเมริการได้ทำการสำรวจสำมะโนประชากรโดยใช้แรงงานคนในการประมวลผล ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ข้อมูลที่ได้ไม่แน่นอนและไม่ค่อยถูกต้อง ต่อมา ค.ศ. 1890 สำนักงานฯ จึงได้ว่าจ้าง ฮอลเลอริธ มาทำการประมวลผลการสำรวจ ปรากฏว่าเมื่อใช้เครื่องทำตารางข้อมูล (Tabulating machine) และหีบเรียงบัตร (Sorting) ของฮอลเลอริธแล้ว ใช้เวลาในการประมวลผลลดลงถึง 3 ปี
......ค.ศ. 1896 : ฮอลเลอริธ ได้ตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การประมวลผลด้วยบัตรเจาะรู และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอบีเอ็ม (International Business Machines Corporation) ในปี ค.ศ. 1924 


   
MARK 1
   
เครื่องเจาะบัตรของ Herman Hollerith
......ค.ศ.1937 : โฮเวิร์ด เอช ไอเคน (Professor Howard H. Aiken) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) เป็นผู้ออกแบบและสร้างเครื่องคำนวณตามหลักการของแบบเบจได้สำเร็จ โดยนำเอาแนวคิดของ Jacquard และ Hollerith มาใช้ในการสร้างและได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็ม สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1943 ในชื่อว่า Automatic Sequence Controlled Calculator (ASCC) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า MARK I Computer นับเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกของโลกที่ทำงานโดยอัตโนมัติทั้งเครื่อง จัดเป็น Digital Computer และเป็นเครื่องที่ทำงานแบบElectromechanical คือเป็นแบบ กึ่งไฟฟ้ากึ่งจักรกล
......การส่งคำสั่งและข้อมูลเข้าไปในเครื่อง ใช้เทปกระดาษเจาะรู เครื่องมีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ ประมาณ 7 แสนชิ้น ใช้สายไฟยาวกว่า 500 ไมล์ ความยาวเครื่อง 55 ฟุต สูง 8 ฟุต กว้าง 3.5 ฟุต ใช้เวลาในการบวกหรือลบประมาณ 1/3 วินาที การคูณ 5 วินาที การหาร 16 วินาที นับว่าช้ามากถ้าเทียบกับปัจจุบัน เครื่อง MARK I ถูกนำมาใช้ทำงานตลอดวันตลอดคืนนานถึง 15 ปีเต็ม MARK I ยังไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ตามแนวความคิดในปัจจุบันอย่างแท้จริง เป็นเพียงเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจในขณะนั้น
......ค.ศ. 1943 : เจ เพรสเปอร์ เอ็คเคิร์ท (J. Presper Eckert) นักวิศวกรและ จอห์น มอชลี (John Mauchly) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ได้ช่วยกันสร้างเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1946 นับเป็น เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลก เรียกว่า ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Calculator) 

ENIAC
ใช้หลอดสุญญากาศมากกว่า 18,000 หลอด ติดตั้งในห้องขนาด 20 X 40 ฟุต ตัวเครื่องทั้งระบบหนักเกือบ 30 ตัน บวกเลขได้ 5,000 ครั้งต่อวินาที การคูณและหารทำได้เร็ว 6 ไมโคร วินาที นับว่าเร็วขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบการทำงานกับ MARK I แล้ว ถ้า ENIAC ทำงาน 1 ชั่วโมง จะเท่ากับเครื่อง MARK I ทำงานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่การสั่งงานและการควบคุมยังต้องใช้สวิตช์และแผงเสียบปลั๊กทางสายไฟ ทุกครั้งที่เครื่องทำงานจะทำให้หลอดไฟฟ้าทั้งหมดสว่างขึ้น เป็นผลให้เกิดความร้อน หลอดไฟจึงมักจะขาดบ่อย ต้องตั้งเครื่องไว้ในห้องที่มีการปรับอุณหภูมิห้องให้เพียงพอ ENIAC เริ่มใช้งานในปี ค.ศ. 1946 และใช้งานประมาณ 10 จึงเลิกใช้
......ในระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการทหารสหรัฐอเมริกา ทำการวิจัยเกี่ยวกับโครงการสร้างลูกระเบิดปรมาณู ได้นำเอาเครื่อง MARK I และ ENIAC มาใช้ในโครงการนี้ด้วย แต่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ค.ศ. 1945 ดร.จอห์น ฟอน นอยมานน์ (Dr.John Von Neumann) นักคณิตศาสตร์ นักตรรกวิทยา และนักฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน พร้อม ร.ท.เฮอร์มาน โกลด์สไตน์ (Herman Goldstein) เจ้าหน้าที่สื่อสารกองทัพบกและอดีตศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน และ ดร.อาเธอร์ เบิร์คส สมาชิกแผนกปรัชญาของมิชิแกน ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บคำสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่องได้ เปลี่ยนแปลงข้อมูลและเปรียบเทียบได้ และใช้ระบบตัวเลขฐานสองภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1952
......ค.ศ. 1949 : หลังจากที่มอชลีและเอ็คเคิร์ท ได้ร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ออกขาย แต่ประสบปัญหาทางการเงิน จึงขายกิจการให้กับบริษัท Speery Rand Corporation และได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ UNIVAC I (Universal Automatic Computer I) สำเร็จในปี ค.ศ. 1951 โดยใช้เทปแม่เหล็กเป็นสื่อบันทึกข้อมูล นับว่าเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานทางธุรกิจเป็นเครื่องแรกของโลก โดยติดตั้งให้กับบริษัท General Electric Appliance ในปี ค.ศ. 1954 ต่อมาบริษัท Speery Rand Corporation เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทยูนิแวคและยูนิซิส จนกระทั่งบริษัทไอบีเอ็ม ได้ก้าวเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์จนเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ
http://www.chakkham.ac.th/technology/computer/web01_files/univac.jpeg
EDVAC คอมพิวเตอร์ต้นแบบเครื่องแรกของโลกUNIVAC I
......ค.ศ. 1953 : บริษัทไอบีเอ็ม สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ IBM 701 และในปี ค.ศ. 1954 สร้างเครื่อง IBM 650 และเป็นแบบที่ใช้กันแพร่หลายในระยะ 5 ปีต่อมา เป็นเครื่องที่ใช้หลอดสุญญากาศ ต่อมาปรับปรุงดัดแปลงมาใช้วงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic Core) เป็นวงแหวนเล็ก ๆ โดยจัดวางชิดกันเป็นแผ่นคล้ายรังผึ้ง เวลาเครื่องทำงาน ความร้อนจึงไม่สูง และเมื่อมีการนำทรานซิสเตอร์มาใช้แทนหลอดสุญญากาศ ทำให้สามารถลดขนาดเครื่องลงได้มาก ความร้อนลดลง ไม่เปลืองเนื้อที่ภายในเครื่อง ต้นปี ค.ศ. 1964 บริษัทไอบีเอ็ม สร้างเครื่อง IBM System 360 ใช้หลักไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีความในการทำงานสูงขึ้น ขนาดของเครื่องเล็กลง และมีระบบหน่วยความจำที่ดีกว่าเดิม
......คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากหลาย ๆ กลุ่ม เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิทยาการที่นำสมัย ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากขึ้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงมีประสิทธิภาพสูง ขนาดของเครื่องเล็กลง ราคาถูก เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป และในอนาคตคาดว่า คอมพิวเตอร์ จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเช่นเดียวกับเครื่องไฟฟ้าในบ้านประเภทอื่น ๆ  
Posted by netdesign On 11:30 No comments READ FULL POST
Hard Disk   คือ  อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บได้อย่างถาวรโดยไม่จำเป็นต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา  เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย ดังนั้น  Hard Disk  จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ  โปรแกรม  และข้อมูลต่าง  ๆ  เนื่องจาก  Hard Disk  เป็นอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการอัพเกรดทำให้เทคโนโลยี  Hard Disk  ในปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการเลือกซื้อ  Hard Disk   จึงควรคำนึงซึ่งประสิทธิภาพที่จะได้รับจาก  Hard Disk
ส่วนประกอบของ Hard Disk 
1. แขนของหัวอ่าน ( Actuator Arm ) ทำงานร่วมกับ Stepping Motor ในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล และใช้หัวอ่านในการอ่านข้อมูล ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วยVoice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็ว และแม่นยำกว่า Stepping Motor
2 . หัวอ่าน ( Head ) เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูล ภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็น ขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลคอนโทรลเลอร์  จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าแล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็ก ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็ก ที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลขึ้น
3. แผ่นจานแม่เหล็ก ( Platters ) มีลักษณะเป็นจานเหล็กกลมๆ ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุและสารแม่เหล็กที่ว่าจะถูกเหนี่ยวนำให้มีสภาวะเป็น และเพื่อจัดเก็บข้อมูล โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่หมุน แผ่นจานเหล็กนี้ ปกติ Hard Disk  แต่ละตัวจะมีแผ่นดิสก์ประมาณ 1-4 แผ่นแต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้งด้าน
4. มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก ( Spindle Moter ) เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความเร็วใน การหมุน ของ Hard Disk เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็วหัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งความเร็วที่ว่านี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Rovolution Per Minute หรือย่อว่า RPM ) ถ้าเป็น Hard Disk รุ่นเก่าจะหมุนด้วยความเร็วเพียง3,600รอบต่อนาที ต่อมาพัฒนาเป็น 7,200รอบต่อนาที และปัจจุบันหมุนได้เร็วถึง 10,000รอบต่อนาที การพัฒนาให้ Hard Disk หมุนเร็วจะได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น
5. เคส ( Case ) มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ใช้บรรจุกลไกต่างๆ ภายในแผ่นดิสก์เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการหยิบ จับ และป้องกันฝุ่นละออง
ชนิดของ Hard Disk แบ่งตามการเชื่อมต่อ (Interface)
1. แบบ IDE (Integrate Drive Electronics)
          Hard Disk แบบ IDE เป็นอินเทอร์เฟซรุ่นเก่า ที่มีการเชื่อมต่อโดยใช้สายแพขนาด 40 เส้น โดยสายแพ เส้นสามารถที่จะต่อ Hard Disk  ได้ ตัว บนเมนบอร์ดนั้นจะมีขั้วต่อ IDE อยู่ ขั้วด้วยกัน ทำให้สามารถพ่วงต่อ Hard Disk ได้สูงสุด ตัว ความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 8.3 เมกะไบต์/ วินาที สำหรับขนาดความจุก็ยังน้อยอีกด้วย เพียงแค่504 MB


รูปแสดง 
Slot IDE บนแผงวงจร Mainboard
2. แบบ E-IDE (Enhanced Integrated Drive Electronics)
          Hard Disk แบบ E-IDE พัฒนามาจากประเภท IDE ด้วยสายแพขนาด 80 เส้น ผ่านคอนเน็คเตอร์ 40 ขาเช่นเดียวกันกับ IDE ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการทำงานให้มากขึ้น โดย Hard Disk ที่ทำงานแบบ E-IDE นั้นจะมีขนาดความจุที่สูงกว่า504 MB และความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น โดยสูงถึง 133 เมกะไบต์/ วินาที
วิธีการรับส่งข้อมูลของ Hard Disk แบบ E-IDE แบ่งออกเป็น โหมด คือ  PIO และ DMA
โหมด PIO (Programmed Input Output) เป็นการรับส่งข้อมูลโดยผ่านการประมวลผลของซีพียู คือรับข้อมูลจากHard Disk เข้ามายังซีพียู หรือส่งข้อมูลจากซีพียูไปยัง Hard Disk การทำงานในโหมดนี้จะเน้นการทำงานกับซีพียู  ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลใน Hard Disk  บ่อยครั้งหรือการทำงานหลาย ๆ งานพร้อมกันในเวลาเดียวที่เรียกว่าMultitasking environment โหมด DMA (Direct Memory Access) จะอนุญาตให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ส่งผ่านข้อมูลหรือติดต่อไปยังหน่วยความจำหลัก (RAM) ได้โดยตรงโดยไม่ต้องติดต่อไปที่ซีพียูก่อนเหมือนกระบวนการทำงานปกติ ทำให้ซีพียูจัดการงานได้รวดเร็วขึ้น
3. แบบ SCSI (Small Computer System Interface)
          Hard Disk แบบ SCSI เป็น Hard Disk ที่มีอินเทอร์เฟซที่แตกต่างจาก E-IDE โดย Hard Disk แบบ SCSI จะมีการ์ดสำหรับควบคุมการทำงาน โดยเฉพาะ เรียกว่า การ์ด SCSI สำหรับการ์ด SCSI นี้ สามารถที่จะควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่มีการทำงานแบบ SCSI ได้ถึง ชิ้นอุปกรณ์ ผ่านสายแพรแบบ SCSI อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลของ แบบ SCSIมีความเร็วสูงสุด 320 เมกะไบต์/วินาที  กำลังรอบในการหมุนของจานดิสก์ปัจจุบันแบ่งเป็น 10,000 และ 15,000 รอบต่อนาที ซึ่งมีความเร็วที่มากกว่าประเภท E-IDE  ดังนั้น  Hard Disk แบบ SCSI จะนำมาใช้กับงานด้านเครือข่าย (Server) เท่านั้น
รูปแสดง อุปกรณ์ Hard Disk ที่เป็น SCSI

4. แบบ Serial ATA
          เป็นอินเทอร์เฟซที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เมื่อการเชื่อมต่อในลักษณะParallel ATA หรือ E-IDE เจอทางตันในเรื่องของความเร็วที่มีความเร็วเพียง 133 เมกะไบต์/วินาทีส่วนเทคโนโลยีเชื่อมต่อรูปแบบแบบใหม่ที่เรียกว่า Serial ATA ให้อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลขั้นแรกสูงสุดถึง 150 เมกะไบต์/วินาที โดยเทคโนโลยี Serial ATA นี้ถูกคาดหวังว่าจะสามารถ ขยายช่องสัญญาณ (Bandwidth) ในการส่งผ่านข้อมูลได้เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และยังรองรับข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะ Hard Disk เพียงเท่านั้นที่จะมีการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ แต่ยังรวมไปถึง อุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อย่าง CD-RW หรือDVD อีกด้วย
 

รูปแสดง สายสัญญาณแบบ 
Serial ATA

          ด้วยการพัฒนาของ Serial ATA ทำให้ลดปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง CPU ความเร็วสูงกับตัวHard Disk  ลงได้  ในอนาคต Serial ATA ยังแตกต่างจาก Hard Drive ที่ใช้อินเทอร์เฟซ Parallel ATA ซึ่งเป็นแบบขนาน เพราะอินเทอร์เฟซ Serial ATA นี้ มีการกำหนดให้ Hard Drive ตัวไหนเป็น Master (ตัวหลัก) หรือ Slave (ตัวรอง) ผ่านช่องเชื่อมต่อบนเมนบอร์ดโดยตรง  สามารถลดความยุ่งยากในการติดตั้งลงไป อีกทั้ง Hard Disk ประเภทนี้บางตัวยังรองรับการถอดสับเปลี่ยนโดยทันที (Hot Swap) ทำให้การเชื่อมต่อในลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

Serial ATA ในปัจจุบัน
......ปัจจุบัน Parallel ATA กำลังถูกแทนที่ด้วย Serial ATA เนื่องจากปัญหาคอขวดที่เป็นอยู่คือ  มาตรฐานความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลบนคอนโทรลเลอร์ขนาด 40 พิน แม้จะสามารถทำเส้นทางรับ-ส่งเป็น 80 เส้น  ความเร็วก็ไม่เกิน 133เมกะไบต์/วินาที ขณะที่ Serial ATA มีขนาดของสายรับ-ส่งสัญญาณ  เพียง พิน  มีอัตราเร็วขั้นต้นของ Serial ATA ในขั้นแรกที่ 1.5 กิกะบิต/วินาที และสิ่งที่โดดเด่นของ Serial ATA คือ Serial ATA II กับมาตรฐานความเร็ว 3.0 กิกะบิต/วินาที  และสูงสุดถึง 6.0 กิกะบิต/วินาที  ซึ่งเป็นเร็วที่สามารถสนับสนุนกับอุปกรณ์ที่จะออกมาได้ถึง 10 ปีเลยทีเดียว  โดยก่อนหน้าที่จะกำเนิด Serial ATA II แบบเต็มตัวนั้นสิ่งที่มาก่อนก็คือการรองรับเทคโนโลยี Native Command Queuing หรือ NCQ ที่มีเฉพาะ Serial ATA เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ได้จากเทคโนโลยี NCQ ก็คือความรวดเร็วในการเรียงชุดคำสั่งแบบใหม่ที่เลือกคำสั่งที่ใกล้ก่อน  ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ Hard Disk และระบบเร็วขึ้น
เทคโนโลยี Native Command Queuing (NCQ)

เทคโนโลยี Native Command Queuing (NCQ)
         (a)                                                              (b)    
รูปแสดงการอ่านข้อมูลของ ฮาร์ดดิสก์  (a) แบบไม่มี   NCQ  (b) แบบ  NCQ

จากรูปแสดงการอ่านข้อมูล จากจุด 1 -> 2 -> 3 -> 4 ซึ่งดูจากรูปแล้ว กว่าจะมาอ่านที่ 3 ได้ ก็หมุนเกือบ 1 รอบ ทำให้เวลาในการค้นหาข้อมูลทั้งหมด ยาวนานมาก ซึ่งเรียกว่า คอขวด ปัจจุบันวิธีแก้ปัญหาลดค่าLatency เพื่อลดเวลาการหมุนของหัวอ่าน โดยใช้ เทคโนโลยี Native Command Queuing
.........เทคโนโลยี Command Queuing มีลักษณะอยู่สองรูปแบบคือ Native Command Queuing (NCQ) ที่ใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ Serial ATA และ Tagged Command Queuing (TCQ) ที่ใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ SCSI ซึ่ง TCQ ได้ถือกำเนิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 โดยผนวกเข้าไว้ใน ATA 4 มาตรฐาน UltraATA ทำให้สร้างข้อได้เปรียบที่มีเหนือเครื่องพีซีเล็กน้อยในการเรียงชุดคำสั่งบนพื้นที่ดิสก์ (Logical Block Addressing) แต่เทคโนโลยีตัวนี้กลับค่อยหายไป ไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงจนกระทั่งมาเห็นคุณค่าที่แท้จริงในปัจจุบัน
.........เทคโนโลยี NCQ จะช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น จากความสามารถในการปรับปรุงและจัดเรียงชุดคำสั่งใหม่ทั้งในกระบวนการอ่านและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ไดร์ฟมีความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด สมมติว่าข้อมูลชุดเดียวกันมีการกระจายข้อมูลอยู่เต็ม Hard Disk ไปหมด การเรียกใช้งานจึงเริ่มจาก 4 – 3 – 2 และ ทำให้กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการมาจนครบมักเกิดความล้าช้าไปพอสมควร แต่ถ้าหาก Hard Disk Serial ATA ตัวนั้นมีเทคโนโลยี NCQ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฟสแรกของ Serial ATA II และสามารถใช้งานร่วมกับ Serial ATA 1.0 ได้ กระบวนการทำงานจะมองว่าข้อมูลชุดนั้นเป็นชุดเดียวกัน จะรวมเอาจุดที่ใกล้กันไว้ก่อนโดยตัดลำดับความน่าจะเป็นออกไป ทำให้ว่องไวต่อการเรียกใช้งานมากขึ้น
.........ปัจจุบัน Hard Disk ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของ  Hard Disk ให้มีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเพียงพอสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ และคาดว่าในอนาคต เทคโนโลยีของ Hard Disk จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน
Posted by netdesign On 10:48 No comments READ FULL POST

intel-cpu-generation3-10

หลังจากที่ intel ได้ผลิต Processor Core i3 i5 i7 ขึ้นมานั้นก็เริ่มมาจาก Generation ที่ 1และ2ตามลำดับ และปัจจุบัน ทาง intel ก็ได้ปล่อยของออกมาใหม่ มันคือ CPU 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า intel Gen3 นั้นเอง แล้วไอ้เจ้า CPU intel Generation 3 มันมีดีอย่างไรละครับ
ตอนนี้ในตลาดบ้านเราก็มีแต่ 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor วางขายกันตามท้องตลาดกันเพียบแล้วครับ

3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor มันปรับอะไรให้ดีขึ้นมั้งละ วันนี้มีคำตอบ

1. Intel HD Graphics 4000 ใน 3rd Generation นั้น โดยทาง intel ได้บอกกล่าวว่า  Intel Core Processor 3rd Generation นั้นมีการทำงานได้เร็วมากกว่า Intel HD Graphics ของ Processor Gen2 และตอบโจทย์การแสดงผลภาพ 3 มิติขึ้นสูง ได้ดีกว่ามากกว่าเดิม
2. Intel Turbo Boost tehcnology 2.0 ทาง intel ได้เพิ่มประสิทธิการทำงานของ Core cpu มากขึ้นกว่าเดิม แถมยังประหยัดไฟได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ประมาณว่าเป็นอะไรที่ฉลาดๆสุดๆในการประมวลผลของการทำงาน ทำให้คุณทำงานอย่างไม่สะดุดกันเลยทีเดียว
3. Intel Quick Sync Video จากหัวข้อก็ให้แปลตามตัวเลยครับ ทาง Intel ได้ออกแบบการทำงานมาให้การตัดต่อไฟล์วีดีโอ การแก้ไขวีดีโอ การแปลงไฟล์ ทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่อย่าลืมนะครับ  ตัวแปรก็อยู่ที่ Harddisk ของเราด้วยครับ (ความเร็วรอบในการอ่าน/เขียน)
ผมจะพามาดู Spec ของ 3rd Generation Intel® Core™ i7 Processor ของ Notebook ก่อนนะ
3rd Generation Intel® Core™ i7  Processor
intel-cpu-generation3-1
intel-cpu-generation3-2
3rd Generation Intel® Core™ i5 Processor
intel-cpu-generation3-3
3rd Generation Intel® Core™ i3 Processor
intel-cpu-generation3-5

ต่อมาผมพาไปชม 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor ของ Desktop กันดีกว่า
3rd Generation Intel® Core™ i7 Processor
intel-cpu-generation3-6
intel-cpu-generation3-7
3rd Generation Intel® Core™ i5 Processor
intel-cpu-generation3-8
3rd Generation Intel® Core™ i3 Processor
intel-cpu-generation3-9

หลังจากอ่านกระทู้นี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแล้วเราก็ออกไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่กันดีกว่า T_T เอ๊ะไม่ใช่ ผมอยากจะบอกว่า อย่าไปตามเทคโนโลยีให้มาก เพราะคุณจะเสียตังอีกเยอะ แต่จงใช้เทคโนโลยีของคุณให้เกิดประโยชน์ที่สุดจะดีกว่า



Posted by netdesign On 10:44 No comments READ FULL POST

    ถาม: หลังจากผมพบปัญหาว่า คอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ชอบเปลี่ยนปีกลับไปเป็น 1998 เลยลองเปลี่ยนแบตฯ นาฬิกาบนเมนบอร์ด ซึ่งอาการดังกล่าวก็หายเป็นปลิดทิ้ง แสดงว่า ผมแก้ปัญหาถูกจุด แต่หลังจากนั้นผมกลับพบปัญหาใหม่ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ ทุกครั้งหลังชัตดาวน์เครื่องได้ไม่กี่วินาที คอมพิวเตอร์จะบู๊ตเครื่องขึ้นมาใหม่ด้วยตัวมันเอง ไม้ตายสำหรับการแก้ปัญหาของผมก็คือ ดึงปลั๊กซะ เพื่อไม่ให้มันรีบู๊ตตัวเองได้อีก อาการที่ว่านี้ มันเริ่มเป็นตั้งแต่ผมเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ทราบจริงๆ ว่า ผมทำอะไรผิดตรงไหน คอมพิวเตอร์จึงมีอาการแปลกๆ ดังกล่าว ช่วยแนะนำด้วยครับ กลุ้มใจมากครับ

ตอบ: ส่วนใหญ่แล้วแบตเตอรี่แบ็กอัพไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยจ่ายไฟเลี้ยงวงจรนาฬิกาบนเมนบอร์ดเท่านั้น แต่ยังรับผิดชอบในส่วนของการจ่ายไฟให้กับส่วนที่เก็บรักษาค่าโปรแกรมต่างๆ ที่ได้ตั้งค่าไว้ใน BIOS (Basic Input Output System) ที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานของคอมพิวเตอร์ด้วย

แบตเตอรี่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยเลี้ยงวงจรนาฬิกาบนเมนบอร์ดเท่านั้น แต่ยังรับผิดชอบในส่วนของการจ่ายไฟให้กับส่วนที่เก็บรักษาค่าโปรแกรมต่างๆ ที่ตั้งไว้ใน BIOS ด้วย

จากอาการที่เล่ามา ผมเข้าใจว่า น่าจะเกิดจากการที่ค่าปรับแต่งการทำงานของ BIOS ถูกเปลี่ยนแปลงไป หรือถูกรีเซตกลับไปที่เริ่มต้นของเงื่อนไขการทำงานของมัน โดยอาจจะมีหนึ่ง หรือมากกว่านั้นที่เป็นค่ากำหนดให้คอมพิวเตอร์รีบู๊ต เช่น wake on LAN กำหนดให้คอมพ์ทำงานเมื่อมีสัญญาณการเชื่อมต่อของ LAN หรือ wake on ring กำหนดให้คอมพ์เริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อมีสายโทรศัพท์ (ที่ต่อกับโมเด็มของเครื่อง) เรียกเข้ามา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปกติ BIOS จะเป็นหน่วยความจำชนิดไม่ต้องการไฟเลี้ยงตลอดเวลา และจะยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติโดยไม่ต้องมีแบตเตอรี่แบ็คอัพได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถ้าแบตเตอรี่ของคุณไม่ขาดใจทันที เช่น เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการช๊อตของหน้าสัมผัสแบตทั้งสอง สำหรับกรณีของคุณน่าจะแก้ไขได้ด้วยการเปิดโปรแกรมใน BIOS และยกเลิก หรือปิดบางฟังก์ชันที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะฟังก์ชันของ BIOS ที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของการรีบู๊ตเครื่องคอมพิวเตอร์
สำหรับปุ่มบนคีย์บอร์ดที่ใช้สำหรับการเปิดโปรแกรม BIOS (หรือโปรแกรม setup ของ BIOS) น่าจะมีการระบุไว้ในคู่มือเมนบอร์ด หรือบางทีอาจจะแสดงบนหน้าจอตอนเปิดเครื่อง เช่น “To enter Setup press F1” เป็นต้น กรณีของคุณ ถ้าให้เดา เซคชั่นที่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการปิดสวิตช์แล้วเครื่องรีบู๊ตเองน่าจะเป็น Power Management section ครับ ลองเข้าไปตรวจสอบ และปรับแต่งแก้ไขดูนะครับ ขอให้โชคดีครับ

ทิปจาก www.arip.co.th 

COMPUTER.TODAY 
Posted by netdesign On 10:27 No comments READ FULL POST

Onsite computer repair Ramkhamhaeng.














รับซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย


ค่าแรง+ค่ารถ+ลงwinodws+โปรแกรมดูหนังฟังเพลง+office+antivirus 400 บาท
ปล. ให้บริการ เฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคไชย4


สนใจติต่อ : Tel. 083-792-5426





ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น


  • RSS
  • Delicious
  • Digg
  • Facebook
  • Twitter
  • Linkedin
  • Youtube

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก

Advertisement

Unordered List